บันทึกคำ

Blog Entryการปรับเปลี่ยนJul 5, '08 12:33 PM
for everyone
   ไม่ได้เขียนอะไรมาพักแล้ว  พอดีขี้เกียจบ้างนะครับ
บทไม่อยากทำอะไรก็ไม่ทำมาสะเฉยๆ ก็เป็นคนนี่ครับ ไปแน่นอนอะไรสะ
ทั้งหมด  สองเดือนนี้มานี้ผมผ่านเรื่องราวสำคัญอีกครั้งในชีวิตไป จริงๆก็ไม่ได้
เรียกว่าผ่านหรอก ว่าอันที่จริงมันก็ไม่ได้หลุดพ้นอะไรไปได้เสียทุกอย่าง
เพียงแต่ใจบอกว่ามันน่าจะผ่านไปได้ มันก็ผ่านไป  เข้าหน้าฝนมองหาป่า
ฝนให้เดินถ่ายดอกไม้ใบหญ้ากันอีกครั้ง  จะใช้ดิจิตอลครบแปดเดือนเเล้ว
หมายถึงว่าใช้กล้องดิจิตอลอย่างเดียวนะครับ แต่ก่อนใช้คู่กันกับกล้องฟิล์ม
ซึ่งใช้ฟิล์มสไลด์เป็นหลัก  พอผ่านวันคืนที่ตอบตัวเองได้ว่าเราชอบถ่ายรูป
หรือชอบกล้องถ่ายรูป  นึกๆไปเราเเค่ได้เดินทางออกไปถ่ายรูป บันทึกภาพ
ความทรงจำมามันก็น่าจะใช่เเล้ว ไม่ใช่เหรอ เราต้องเเบ่งทำไม ว่าต้องฟิล์ม
ต้องดิจิตอล มาดูค่าใช้จ่ายผ่านการใช้ฟิล์มตกม้วนล่ะ 250บาทบวกค่าล้าง70
บาท ไม่ร่วมค่าใช้การเดินทางไปรับไปส่ง  ทริปนึ่ง3วัน2คืนใช้ประมาณ
10ม้วนได้ภาพมา360ภาพแน่นอนผมไม่วัดแสงเเม่นไปสะทั้งหมดก็น่าจะเสีย
ราว10-20รูป มุมซ้ำเพื่อคร่อมเผื่อเเสงอีก ทั้งหมดค่าฟิล์มค่าล้าง3200บาท
โดยประมาณ ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆๆในยามน้ำมันโครตเเพงไปอีกราว2000
บาท  ตกทริปหนึ่งออกไปใช้เงินเเน่ๆแล้ว5000บาท  อื้อถ้าไปไกลกว่านั้น
สวยกว่าที่คาดไว้ 10ม้วนก็ดูท่าจะไม่พออีก เห็นตัวเลขเเล้วเซ็ง ซึ่ง
ยังไม่รวมตัวเลขแฝงอีก
     เลยตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ดิจิตอลเต็มและเต็มเฟรม  ใจก็กลัวนะว่ามันจะไม่ได้
อย่างใจ  อย่างที่velvia50เคยให้  แต่จากการใช้งานราวแปดเดือนที่ผ่าน
มาสิ่งเดียวที่ไม่ค่อยชอบใจคือระบบกำจัดฝุ่น ของรุ่นนี้มันไม่มี ล้างซีซีดี
บ่อยหน่อย มากทมทีไรเป็นต้องแวะลีดเดอร์ใหญ่ของแคนนอล ที่มาบุญครองทุกที
ไม่เกรงใจล่ะนะ  และยังสงสัยกล้องโครตแพงเเบบนี้ ทำไม่มีระบบอัพเกรด
การทำความสะอาดฝุ่นมาให้ กะให้ซื้อใหม่อย่างเดียวเลยใช่ไหม  ผมมองการใช้
การได้มาซึ่งไฟล์ ความคุ้มทุนที่ตามมาเเละเหนืออื่นใดมานใช้กับเลนส์ที่มี
อยู่ได้เลย โดยไม่เสียระยะเเละต้องไปซื้อเลนส์เผื่อตัวคูณเพิ่ม  
      ผมเห็นการถกเถียงตามเวบบอร์ด พูดถึงระบบต่างๆในกล้องใหม่กล้องเก่า
12bit,14bit
และอะไรอีกสารพัด  ไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่าต้องรู้พวกนี้ทั้งหมดไหม แต่ก็อ่านนะ
ดูแล้วน่าจะเป็นประโยชน์  แต่ถ้าคนใช้มีแต่เงินไม่มีมุมมองเเละทัศนคติที่ดี
เกี่ยวกับการถ่ายรูป เราจะได้อะไรจากการถ่ายรูปนะ  และถ้าเราออกไปถ่าย
ภาพแล้วมาคิดว่าจะปรับอย่างไรให้สวย จากภาพที่เราถ่ายมา แทนที่เราจะ
จัดการมันให้เสร็จตั้งแต่  ตอนที่ถ่ายมาแล้วเเละมาปรับปรุงเพิ่มเติมในตอนหลัง
หากจำเป็น  เราจะมีความสุขกับการเดินทางถ่ายภาพหรือมีความสุขกับ
การเดินอออกไปแล้วมาเเต่งภาพนะ  
  อื้อมีน้องคนนึ่งเวลาออกทริปกับผม จะท่องบ่นเรื่องที่เค้าไม่มีฟูลเฟรมและ
เลนส์เกรดโปรใช้กับเค้าบ้าง  แต่ที่ผมมองกลับไปอายุเท่าเค้าผมยังไม่ปัญญา
ซื้อกล้องป็อกแป็กฟิล์มใช้เลย  ทั้งที่ชอบถ่ายรูปมานมนานแล้ว   การที่เด็กคนนี้
ไม่ยอมใช้จินตนาการตัวเองผ่านสื่อที่ตัวเองมีอยู่  ทั้งที่มันก็ดีพอสมควรเเล้ว
ผมก็เลยเก็บไปเช็คบิลกะมันทีหลังไปแล้ว ตอนนี้มันคงรู้ตัวแล้ว  
  เวลาผ่านอะไรหลายอย่างก็ผ่านไป  ค่านิยมเก่าๆหลายอย่างผมว่ามีคุณค่านะ
น่ารักษาไว้  บางอย่างรูปการมันเปลี่ยน ไม่เดือดร้อนมากผมก็พอเปลี่ยนไปได้
หรือใครก็เปลี่ยนตามได้ก็แล้วแต่  อุดมการณ์ผมว่าไม่ได้ล้าสมัยแต่วิธีการปรับเปลี่ยน
ได้ว่าไหมครับ   
  


กาแฟ เดินทาง ภาพถ่าย

     ไม่แน่ใจว่าจะอธิบายคำสามคำนี้  ในบทความใหม่ได้อย่างไรดี
แต่ในความรู้สึกอันแท้จริงแล้ว สามคำนี้ดูเหมือน เป็นเหตุการณ์
หรือพฤติกรรมอันอาจจะสอดคล้อง  ไปด้วยกันในห้วงระยะเวลา
หนึ่งหรือในเส้นทางสายหนึ่งได้
     ผมไม่แน่ใจคนที่ไม่ชอบดื่มกาแฟ หรือดื่มไม่เป็นจะรู้สึกถึงกลิ่น
ของกาแฟ เป็นอย่างไร แต่เท่าที่เคยฟังคนที่รู้จักบอกมา  ส่วนมากจะ
บอกว่ากลิ่นกาแฟหอม แต่รสชาดขม โดยเฉพาะถ้าเป็นกาแฟเพรียวๆ
อย่างเอสเปซโซหรืออเมริกาโน  และเท่าที่สังเกตุผู้หญิงหรือผู้ชายล้วนชอบ
 ดื่มกาแฟ
      ผมเองก็ชอบดื่มเป็นชีวิตจิตใจ  จนเมื่อปีก่อนผมถึงกับไปซื้อเครื่อง
ทำเอสเปซโซ  มาทำทานเองที่บ้าน  ด้วยความที่เวลาอยากจะทาน
ตอนเขียนหนังสือ อ่านหนังสือหาข้อมูล จนลามือออกไปทานข้างนอกไม่ได้
จะได้มีทานเลย หลังหลังร้านกาแฟแถวบ้านผมเลยไม่ได้ค่ากาแฟผมเลย
 อ้อกาแฟก็ไม่ใช้แบบเนสกาแฟที่ตักสองช้อนโต๊ะ น้ำตาลสอง ครีมหนึ่ง อย่าง
ที่คุณเทน้ำร้อน แล้วทานกันนะครับ   นั้นกาแฟสำเร็จรูปผสมอะไรเข้า
ไปอะไรนักไม่รู้ รู้แต่ว่ามันเปรี้ยวๆขมๆอย่างไรชอบกล แต่ในบางครั้ง
ในบางสถานที่กับรสชาดดีได้อย่างประหลาดนะ เเต่การชงกาแฟสดเป็นการทำอีกแบบ
บางคนถึงกับว่ามันเป็นศิลปอย่างหนึ่ง  ฟองสีทองบ่นสีน้ำตาลแยกชั้นชัดเจน
เป็นน้ำกาแฟสีดำเข้ม ใช้ในเวลาที่พอเหมาะ และอุณภูมิที่เหมาะสม เล่ากัน
ว่าต้องเป็น94องศา ไม่ต้องถามว่าทำไม ผมแค่ชงเป็นโดยไม่ได้ใช้
เทอร์โมมิเตอร์มาวัดกันขนาดนั้น  ก็จะได้กาแฟข้นดำ หอมกรุ่นจากเครื่อง
ทำกาแฟ มาหนึ่งช็อต
      เดินทางดูเหมือนการเอื้อยเอ๋ยคำนี้ในเวลานี้ ดูจะเหินห่างไปกว่าแต่ก่อน
แต่ก็ใช่จะจบลงไปสะเฉยเฉย ปริมาณใช่คงดูน้อยลง  ถ้าเทียบกับเมื่อวันวาน
แต่ความหมายของมันคงซึมซับได้มากขึ้น เพราะผมคงเดินขึ้นยอดเขาหนึ่ง
ไปอีกยอดเขาหนึ่งได้ยากขึ้น  ตามวัยและภาระที่สะสมมาของตัวเอง ชีวิต
พักผ่อนที่ใช้ไปกับการเดินทางตามป่าเขาและเมืองที่วัฒนธรรมกำลังเลือนหาย
ดูถูกเบียดเบียนไปกับความรับผิดชอบมากขึ้นและอายุที่เหลือน้อยลง วันวัน
คงแค่รอวันให้ถูกหวยสักงวดจะได้เอาเวลาไว้เที่ยวอย่างเดียว  ทำให้ผมเดินทางไปแต่ละ
สถานที่ด้วยความพินิจพิเคราะห์มากกว่าเดิม เสมือนว่าจะไม่ได้กลับมาที่แห่งหนนี้อีก
     บนยอดเขายามเช้าหรือบนถนนอันเงียบงันของหลวงพระบาง สิ่งหนึ่งที่มักมาคู่กับการ
เดินทางคือกาแฟร้อนๆ(มักไม่นิยมกาแฟเย็น)  แก้ความเหน็บหนาวแห่ง
รัตติกาลอันยาวนาน  หรือจิบฆ่าเวลามองวิถีชีวิตที่แปลกเเยกจากปกติที่มักพบ
เจอ  เลือกได้ผมมักเลือกนั่งดื่มบนยอดหินที่เห็นทัศนียภาพที่กว้างออกไปหรือ
ริมลำธารที่น้ำไหลเย็น  ถ้าเป็นตามเมืองหรือบนเส้นทางที่เดินทาง
ก็มักเลือกร้านที่น่านั่งติดริมถนน  ออกแนวโมเดรินส์หน่อยก็น่าจะดี
   กาแฟตามป่าเขาลำเนาไพร่แน่นอน  มักเป็นกาแฟซอง เลือกปรุงแต่ง
แบบง่ายๆประเด็นคือธรรมชาติรอบกายที่ได้สัมผัสมากกว่า  แต่กาแฟตามเมือง
บางครั้งผมเลือกกาแฟรสชาดเข้มข้นไปด้วยนมข้นหวานฟาดกับปลาทองโก๋ตัวเคืองที่
หลวงพระบางก็หวานมันนัก หรือบางทีเป็นกาแฟสดเอสเปสโซ ถ้วยเล็กปราศจากสิ่ง
ปรุงแต่งใด บนริมถนนสายแม่ริม กับเดือดอ่อนๆยามสาย  ก็ไม่เลวเลย
     ภาพถ่ายดูจะมีอายุในการ คบหากับผมน้อยสุด มันเหมือนมาหลัง
จากการได้เดินทางแล้ว  และแน่นอนมาหลังกาแฟไกลออกไปอีก  วันเวลา
ผ่านก็ยิ่งเดินทางมาก มักมีเรื่องให้จดจำมากตามไป จนบางทีความทรงจำใหม่ๆ
มาแทนความจำอันมีค่าเก่าๆออกไป  การเลือกบันทึกเวลา มีหลายวิธี แต่ผมเลือกวิธีที่น่า
จะง่ายสุดในเวลานั้นเท่าที่จะคิดออก  แต่ในเวลาต่อมาก็พอจะรู้ว่าการที่
จะบันทึกความฝันให้สวยงามครบถ้วน  ต้องใช้ความพยายามมากไปอีก  
 บนโต๊กาแฟในเมืองปาย มีคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ท่าทางน่านั่งสบาย หลังจากการเดินทาง
บนโต๊ะนอกจากกาแฟแก้วร้อนกรุ่น  ยังมักมีกล้องวางไว้คู่กันเสมอ คนได้เดินทางมาแล้ว
กาแฟได้ดื่มแล้ว และในตัวกล้องมีบันทึกความทรงจำของเรื่องราว สิ่งที่
ขาดไปเหมือนผมไม่เจตนาพูดถึง คือมิตรภาพในการเดินทาง ซึ่งบางทีผม
อาจดูเหมือนว่ามันเลือนลาง คล้ายบางทีจับต้องไม่ได้แต่รู้ว่ามี
  หรือคล้ายบางครั้ง มันแปรผันไปตามกาลเวลาได้อีกเช่นกัน การเดินทางคือการเดิน
ทาง ดูมีความหมายของมันแน่นอน กาแฟจะสดจะโบราณหรือปรุงแต่งขึ้นเอง
รากเง้ามันอย่างไรก็มาจากเมล็ดกาแฟ กล้องถ่ายรูป ภาพถ่ายเก็บมาอย่าง
ไรก็ได้มาอย่างนั้น  แต่มิตรภาพดูแปรผันได้ แม้ว่าเราไม่อยากจะให้เปลี่ยน
แต่ก็ยังคงต้องเปลี่ยน
 วันเวลาผ่านไปหลายอย่างดูมากขึ้นน้อยลง ไม่เว้นแต่สามสิ่งที่กล่าวมา
และมิตรภาพอันลางเลือน  อายุยิ่งมากยิ่งตระหนักได้ว่า ความไม่แน่นอนคือ
ความแน่นอนของชีวิต  เวลามักพาหลายๆอย่างมาและได้พามันออกไป
 กลิ่นกาแฟยังคงเป็นเช่นเดิมบนทางเดินที่เพิ่มปริมาณระยะไมล์มันไปเรื่อยๆ
ภาพถ่ายก็ดูเพิ่มอัตตราขึ้นและไม่มีทีท่าจะหยุดยั้งลงไป  เพราะบางทีเราไม่
ไปไหนไกลนักเราก็ถ่ายภาพได้  และมิตรภาพยังจะแปรผันไปอีกถึงหน
ใด



เดินๆถ่ายรูปอยู่แถวถนนยมจินดาอยู่หลายรอบ

ไปกี่เที่ยวจำไม่ได้ แต่เวลาเพื่อนมาจากต่างจังหวัด

ก็จะพาไปแถวๆนี้เป็นอันดับแรกๆๆ  วันนั้นจำไม่ได้

ว่าวันไหน พี่เจ้าของร้านระย็อง มานั่งคุยด้วย

ขณะนั่งดื่มน้ำองุ่นและขนมปังคลุกฝุ่น เหมือน

ดังเช่นทุกครั้ง  แกก็ประมาณมาบอกว่าอยากให้

จัดการงานประกวดภาพถ่ายเมืองระยอง ใน

งบประมาณจำนวนหนึ่ง  แกไม่รู้จะปรึกษาใคร

ด้วยกระมัง  เลยหลงมาถามผม  ผมก็รับปากและ

ไปหาข้อมูลมาให้  แต่ด้วยงบประมาณที่ค่อนข้าง

จำกัดจำเขี่ยมาก  แค่มองปัจจัยภายนอกก็เกิน

ทุนที่แกตั้งให้ไปสิบเท่าแล้ว  โอ้แม่เจ้า  ผมเลย

ไปเสนอแกใหม่ว่างั้น ผมเป็นคนไปถ่ายระยองในมุม

มองของผมให้ไหม  อาจพอจัดงานแสดงรูปภาพไปก่อนได้

ก็จบลงแค่นั้นและดูเหมือนแกสนใจแต่ก็เงียบไป..........

 

     พักใหญ่ผมถูกติดต่อกับมาอีกครั้ง  ตกลงแกจะทำแบบที่

ผมว่า โอ้แม่เจ้าอีกสองอาทิตย์จะถึงวันงาน  งานควรเสร็จล่วงหน้า

ก่อนวันแสดงสัก สามสี่วัน  ผมมาเริ่มรู้ตัวว่างานนี้แกเอาจริงแล้ว

ก็เอาวันนั้นเอง  ปัญหาคือว่าไฟล์เก่าๆๆผมส่วนใหญ่เป็นไฟล์เล็กและ

สูญหายไปหมดแล้ว  ที่พอถ่ายใหม่ๆๆและใช้งานได้มีไม่ถึงสามสิบเปอร์เซ็น

ผมก้ต้องออกไปตะบึงถ่ายใหม่สิ กลายเป็น7 day in Rayongสำหรับ

ผมไปเลย  แถมมาเคาะซ้ำกรรมซัด  พายุเข้ามาสองลูกติดๆๆไม่เห็นแสง

อาทิตย์กันเลยช่วงที่ออกถ่าย  พอจะไปถ่ายที่อยากได้แสงน้อยๆอย่างน้ำตก

เค้าก็ดันไม่ให้เข้าตอนเย็น ต้องไปถึงสองครั้งสองครา  เอาเข้าไป และงานส่วนใหญ่ที่ผม

ทำมาเป็นงาน นิตยสารหรือเวบไซค์  ซึ่งขั้นตอนการปริ๊นส์ ผมเองแทบไม่เคย

อัดขยายใหญ่มาก่อนเลย  นอกจากทำเล่นๆ ผมก็ต้องหาLabอัดขยาย

และส่วนใหญ่ก็เป็นที่กรุงเทพ  ต้องขึ้นลงไปอัดภาพสามสี่ครั้ง

อ้อไม่ต้องพูดถึงความคุ้มทุนนะขาดทุนไปตั้งแต่ค่าน้ำมันรถเเล้วแหละ

งานนี้

  ผมไล่ตามถ่ายสถานที่ต่างๆที่สำคัญและพยายามเปิดมุมมองใหม่ๆ

ที่ไม่มีใครรู้มากนักในจังหวัดระยอง  หลายที่อยากไปแต่เวลาไม่อำนวย

หลายที่อยากถ่ายให้ดีกว่านี้ แสงมันไม่มีเลย

  ก็พยายามที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่งงานก่อนวันงานไปสามวันดีที่มีคนจัดรูป

มีคนทำให้   อาจจะไม่ได้เป็นดังใจนัก  แต่ก็พยายามในหน้าที่ของตัวเอง

ให้ดีที่สุดเเล้ว ผมคิดเอาของผมนะ

  เย็นนี้แล้วเปิดงาน ไม่ค่อยตื่นเต้นแม้เป็นงานแรก  แต่จะแอบๆๆอยู่ตึกข้างๆๆไปก่อน

แทนอิอิ  ดีใจที่จะได้เจอเพื่อนๆพรุ่งนี้มากกว่า  จะดูว่าเหลือมาสักกี่คนนะ

กับพายุครั้งนี้........


      ผม...   ผมเอง."เอ๋ยเเล้วเค้าไม่ถามผมสักคำเลยเหรอ ว่ามันจริงเท็จประการใด ทำไมฟังกันแค่ฝ่ายเดียว

แล้วมาตัดสินผมเลยเหรอ"

เพื่อนผม...."เค้ากลัวเอ็งแก้ตัวมั่ง"

ผมเอง...."อ้าวเรื่องของผม  ผมไม่มีสิทธิแก้ตัวเหรอ ทำไมบุคคลที่2ถึงจะหมายความว่าพูดถูกทุกอย่าง

ทำไมบุคคลที่3จะต้องหมายถึงเป็นเป้าปุ้นจิ้นกลับชาติมาเกิด  แล้วทำไมผมจะพูดบ้าง ถึงจะกลัวผมจะแก้ตัว

ทั้งที่ นี้ชีวิตของเรา เรื่องของผม  คนอื่นมาเเส่เองแท้ๆ  ทำไมจะมาถามเราตรงๆ  พูดกะเราอย่างลูกผู้ชาย

ไม่ต้องแอบไปแอบมานี้ทำกันไม่เป็นเหรอ"

เพื่อนผม..."ใจเย็นๆ"

ผมเอง...."ผมนะใจเย็นมาแต่แรกแล้ว ขำตัวเองมากกว่า ว่าวังวนแบบนี้มันกลับมาอีกแล้ว ไม่เห็นมาหลายปี

แต่แปลกที่คราวนี้ไม่รู้สึกว่าตัวเองผิดอะไร  "

เพื่อนผม..."อ้าวไหงงั้น!"

ผมเอง...."ก็วิธีการแบบนี้มันก็ผิดแล้ว  วิธีการแอบพูดแอบทำในที่ลับ มันไม่ใช่ที่ลูกผู้ชายเค้าทำกัน  แต่

ก่อนผมไม่เคยทำ   ปัจจุบันผมไม่อยากทำ และอนาคตก็ไม่มีทางที่จะทำ"

เพื่อนผม....เเต่คราวนี้นายจะเสียเพื่อนเสียคนรู้จัก นายไปเยอะเลยนะ

ผมเอง.....ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่มีใครอยู่แล้ว  ต่อไปผมจะเหลือคนที่รักและจริงใจกับผมไว้  ผมอาจจะได้

มากกว่าที่เสียไปก็ได้นะ....เพื่อน

 

   ผมชอบ มตพ ตรงที่มันเป็นที่ส่วนตัวของเรา เเม้จะเป็นเรื่องสมมุติของโลกอินเตอร์เน็ท แต่ในชีวิตจริง เรา

ก็มีกฎระเบียบให้เราได้อึดอัด อยู่มากมายไม่ใช่รึ

          บทความสนทนา จับใจความมาจากการสนทนาของผมกับเพื่อนผม     

 ที่พอสงสัยว่ามีเรื่องที่มันเกิดขึ้นกับเค้ากับผม มันมีที่มาที่ไปอย่างไง  ซึ่งผมจะพบเพียง1คนจากคน10

คนเท่านั้น  

ถ้าถามว่าทำไม...นี้ผมก็ยังสงสัยอยู่  แต่ไม่รู้จะถามใคร  หายหน้าไปหมด

ขอบคุณเพื่อนคนนี้ที่ฟังผมสักครั้ง...ก่อนที่จะตัดสินอะไรไป   แม้จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม

สงสัยกันสิว่าผมไปโดนอะไรมา ไม่มีอะไรผมแค่เสียของที่ควรจะเสียเท่านั้น

แล้วก็มาบ่นให้ใครก็ไม่รู้จัก ฟังอีกที...อย่างน้อยๆพวกคุณก็ฟังผมเอ้ยอ่านข้อความผม

 


Blog EntryคนในความทรงจำMar 13, '08 7:19 PM
for everyone

                                                                คนในความทรงจำ

            สายของวันนี้ขณะที่ผมนั่งรออยู่บนรถสองแถว เพื่อให้ถึงเวลาที่รถออกจากท่ารถตลาดบ้านฉาง มีปลายทางอยู่ที่จังหวัดระยอง เพื่อออกไปเก็บภาพเพิ่มเติมที่เมืองเก่า ที่ตัวจังหวัด รถยังรอคอยออกตามเวลาปกติหรืออาจเร็วขึ้นเมื่อผู้โดยสารเต็มคัน ในระหว่างนั่งรอนั้นใจก็ถูกปลดปล่อยไปตามเสียงเพลงสากล ที่ว่าอันที่จริงแล้วกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ผมฟังไม่รู้เรื่อง รู้แต่ว่ามันชื่อUnbreak my heart ของใครร้องนี่ยิ่งจำไม่ได้จริงๆ แต่ในทำนองและเนื้อร้องที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องนี้ กับรู้สึกว่ามันไพเราะและฟังง่ายกว่าเพลงไทยหลายเพลง ทำนองของตัวโน๊ตที่บรรเลงออกมา เหมือนสามารถพาจิตใจให้เลื่อนลอยและรู้สึกสบาย เหมือนว่าขณะนี้มีสายลมเย็นที่พัดผ่านผิวกาย

            เวลาที่รอคอยรถออก ผ่านไปนานเท่าไหร่ผมไม่ได้อาทรนัก หูฟังเพลงและตาทั้งคู่ก็มองไปอย่างไร้จุดหมายเรื่อยเปื่อย จนไปสะดุดที่ผู้หญิงต่างวัยคู่หนึ่ง ที่กำลังเดินอยู่บนทางเท้าด้านตรงข้ามที่ผมนั่งอยู่ หญิงสูงวัยเดินจูงมือเด็กสาวตัวน้อยไปตามทางเท้า และเมื่อใดผ่านพบผู้คนที่เดินสวนทางมาก็มักที่จะยื่นมืออันผอมแห้งออกไป คล้ายเพื่อร้องและขอเศษทานจากคนผู้นั้นเสมอ เพลงยังบรรเลงอยู่เช่นเดิม หูฟังก็ยังเสียบอยู่ที่หูทั้งสองข้างเช่นเดิม แต่กลับเหมือนว่าเสียงเพลงคล้ายเงียบหายไป หลังจากการเห็นภาพผู้คนทั้งสองคนนั้นแล้ว

             อาจมีหลายคนไม่เข้าใจ ว่าทำไมเพียงแต่ภาพอันจำเจเช่นนี้ในสังคมบ้านเรา ที่อาจเห็นได้ไม่ยากนัก กับดึงมโนคติทุกส่วนของผมออกไปยัง อีกสถานที่หนึ่งที่ต่างจากนี้ไปและในอีกวันเวลาหนึ่งด้วย เรื่องราวถูกรากย้อนไปบนขุนเขาห่างไกล ในประเทศสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเวลาที่ย้อนกลับใช้เวลาถึงสามปีที่แล้วก่อนหน้าเทศกาลสงกรานต์จะมาถึงไม่นานนัก หมู่บ้านอันกันดารแห่งหนึ่ง ได้ถูกกำหนดให้เป็นจุดพักรถกลางทาง บนเส้นทางอันคดเคี้ยวที่เป็นหนทางนำเราจากหลวงพระบางนครหลวงเก่าของลาว ขึ้นเหนือเพื่อไปดูความมหัศจรรย์ของทุ่งไหหินในเมืองเชียงขวาง

             หลังจากพักรับประทานอาหารเสร็จ ผมแยกขึ้นไปนั่งบนรถ รอคนอื่นทำธุระส่วนตัวก่อนออกเดินทางต่อ ตอนนั้นมีฝรั่งกลุ่มหนึ่งกำลังแจกขนมและเศษเงินแกเด็กชาวลาวกลุ่มใหญ่ ที่รุมเข้าไปเพื่อให้ได้เปรียบในปริมาณของที่จะได้รับ ตอนนั้นเองผมเองสังเกตเห็นเด็กน้อยคนหนึ่ง คนที่เป็นเจ้าของสายตาคู่ที่ดึงผมกลับมาที่นี้ เด็กหญิงวัยไม่น่าเกิน5ขวบเป็นเจ้าของสายตาคู่นั้น จำได้ด้านหลังของเธอแบกเด็กทารกน่าจะเพิ่งแรกเกิด ที่ห่อด้วยผ้าขาวม้าไว้ เสื้อผ้าดูสกปรกและเก่าไม่ต่างจากขอทานเด็กเร่ร่อนคนที่ผมเห็นแต่อย่างใด

               ใบหน้าในคราบที่มอมแมม กลับสามารถมองเห็นแก้มแดงสุกสกาวตามวัยซ้อนอยู่ได้ ผมแปลกใจทำไมเธอไม่เหมือนเด็กส่วนมากที่ภายนอกคล้ายเธอ เพราะเด็กส่วนใหญ่กำลังวิ่งเข้าไปแย่งของและขนมกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เธอกับยืนนิ่งอยู่ในวงนอก และมีเพียงในบางครั้งถึงจะหันมาสบตากับคนที่จ้องเธออยู่บนรถเมล์ โดยไม่เอยปากขออะไร ในดวงตาของหนูน้อยคนนั้นมีแววสงสัยกึ่งเอียงอายและมักหลบตากับผมทุกครั้งเมื่อประสานกัน กับทำให้ผมสนใจเธอมากเข้าไปอีก

             เวลาที่จะรถใกล้จะออกเหลือไม่มากแล้ว ผมอยากเข้าไปพูดคุยกับเธอจริงจริง แต่เด็กแค่นี้พูดรู้เรื่องหรือยังยังไม่รู้เลย ภาษาที่เธอใช้จะเป็นภาษาชาวเขาแบบลาวหรือเปล่า เพราะแม้แต่บ้านเราเองถ้าชาวเขาแท้ๆกันจริงๆแล้วก็ยังต่างจากพื้นราบอย่างเรามากจนฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน

              ในใจผมอยากหยิบยืนบางสิ่งบางอย่างให้เธอ ไม่ใช่เพราะความสงสารยิ่งไม่ใช่เพราะเธอเป็นขอทานเพราะเท่าที่ผมเห็นในตอนนั้นเธอไม่ใช่แน่นอน แต่ถ้าผมให้อะไรเธอไปเธอจะกลับกลายเป็นเด็กกลุ่มใหญ่นั้นด้วยหรือไม่ ความพิเศษสำหรับผมในตัวของเธอจะลดลงหรือไม่

               เวลาผ่านไปสามปีผมแทบจำคนที่เดินทางไปด้วยกันในครั้งนั้นไม่ได้แล้ว หนทางกว่า7วันบนเส้นทางครึ่งประเทศลาว พบพานทั้งฝรั่งมังค่า คนไทยด้วยกันและชาวลาวตามรายทางมาไม่น้อย มีเพียงภาพทรงจำจางๆตามสถานที่ต่างๆและดวงตาอันเขินอายอย่างไร้เดียงสาคู่นั้นเท่านั้นที่ผมพอจดจำได้ แน่นอนผมไม่ได้คิดถึงเธอเป็นครั้งแรกในรอบสามปีนี้ ภาพเก่าๆในคืนวันเหล่านั้น เด็กน้อยมอมแมมที่เดินผ่านมักพาผมกลับไปหาเธอในห้วงยามนั้นได้เสมอ เราพบกันไม่เกิน5นาทีและถึงอย่างไรวันนั้นผมได้ให้ช็อกโกเลต แท่งใหญ่เธอไป2-3แท่ง จำได้หนูน้อยรับไว้และเก็บซ้อนมันไว้ในอกเสื้อ ผมแน่ใจว่าผมไม่ได้ให้เธอ เพราะเธอเป็นคนขอ แต่เป็นผมอยากให้ แม้อยากให้มากกว่านั้น ผมรู้ว่านี้ไม่ใช่การให้ทาน แต่แน่ใจมันเป็นการให้ที่เพื่อนให้เพื่อน อย่างน้อยผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ผมสีดำหวีเป๋มาด้านหนึ่ง แก้มแดงเปล่งปลั่งในริ้วรอยแห่งความมอมแมม และดวงตาสุกสกาว ผมมิอาจลืมและไม่เคยตั้งใจจะลืม ยังหวังด้วยว่าวันหนึ่ง ถ้ามีโอกาสกลับไปในหนทางนี้อีกและบังเอิญเธอยังยืนหลบตาผมอยู่ในที่เดิม ผมว่าอย่างน้อยผมควรจะถามชื่อเด็กน้อยคนนั้นไว้ อย่างน้อยวันหนึ่งผมนึกถึงเธอขึ้นมาจะได้รู้ว่าเธอชื่ออะไร มาถึงวันนี้ผ่านไปสามปีแล้ว มีเรื่องราวผ่านไปมามากมาย เด็กน้อยคนนั้นคงเติบโตตามวัยอันสมควรแล้ว ว่าอันที่จริงภาพที่ผมจำเธอได้มันคงเปลี่ยนไปมากมายแล้ว

            ผมเองนั่งอยู่บนรถสองแถวที่กำลังจะออกจากท่ารถไปในไม่ช้า เรื่องราวคล้ายเดิมๆกำลังเกิดขึ้นอีกคนละสถานที่คนละเวลา รถออกจากท่าภาพเด็กน้อยเดินตามหญิงชรา เล็กลงไปเรื่อย ประกายตาไม่ได้มีอะไรให้ไปจดจำกัน เพียงทำให้ผมดึงเวลาช่วงหนึ่งกลับมา เสียงเพลงบรรเลงดังขึ้นในหูอีกครั้ง แต่มาอีกรอบกลายเป็นเสียงพี่ป็อด ไปแล้ว “หวานขม”น่าจะเป็นเพลงที่เค้ากำลังร้องอยู่


วันเวลาที่อ้างถึง

 

        นานๆมาเขียนแบบคุยกะน้องสะที

มาพูดถึงคำถามที่เจอช่วงนี้บ่อยๆ ประมาณทำไม

พี่ถ่ายรูปสวย ทำไมรูปถ่ายนู๋   ไม่เห็นมันจะได้เรื่อง

สักที ทั้งที่ในความรู้สึกของตัวเองแล้วผมก็เป็นนัก

บันทึกภาพเท่านั้นเอง  ภาพสวยไม่สวยอยู่ที่ตัวของ

ภาพเสียเป็นส่วนใหญ่ การนำเสนอผมเป็นเพียงส่วน

น้อยด้วยซ้ำไป

           และยังประเด็นที่ประมาณผมมักจะถามไปว่า

เมื่อไหร่จะโหลดรูปลงMultiplyให้ดูสะที  ก็มักจะ

บอกว่าไม่มีอารมณ์ไม่มีเวลา แต่อารมณ์เธอครั้งสุด

ท้ายก็ราวเมื่อเดือนที่แล้ว  แล้วเมื่อไหร่มันจะได้เรื่อง

หว้าแม้อีโก้เยอะกันจัง ติ๊ดกันเหลือเกิน 

     ผมจะบอกอย่างไรดีล่ะในเมื่อหลายคนก็มีน่า

จะเข้าใจในประเด็นเหล่านี้ดีกันทั้งนั้น แต่การถ่าย

รูปมันก็ศิลปะแขนงหนึ่งก็จริง  แต่ก็ละหม้าย

คล้ายกีฬาหลายประเภท คือคุณต้องฝึก ฝึก และฝึก 

 ตัวผมเองก็เคยเคยคิดว่าการที่เราถ่ายรูปสวยๆได้ถ้ามี

พรสวรรค์เสียอย่างก็โชคดีไป หยิบจับอะไรก็สวยก็

ดีไปหมด  แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าถ้าเราดันไม่มีล่ะ เราจะ

ทำอย่างไรดี ชอบเสียด้วยแต่ถ่ายไม่เห็นมันจะสวยสะที

แต่สิ่งที่ผมมักสังเกตเห็นเสมอในการตั้งคำถามกลับ

ไป   แล้วทำไมไม่ไปอบรมถ่ายภาพ ไปลงเรียนคอร์ด

ระยะสั้นที่ไหนก็ได้เปิดตั้งหลายที่ไม่ต้องถึงกะเข้า

เรียนเป็นกิจจะลักษณะก็ได้  แต่อีกแล้ว มักจะได้

คำตอบมาตรฐานเดียวกันว่า ไม่มีเวลา อื้อ   แต่ไป

เที่ยวได้ตลอดเลยนะเรา 

มีพี่ๆน้องๆผมหลายคนมักบอกว่าผมถ่ายรูปพอดูได้ 

แต่ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่าผมถ่ายรูปจะได้เรื่องสักเท่า

ไหร่  ผมจึงมักมีวันเวลาสำหรับมันเสมอ   ในวัน

หยุดทำงานผม 

  ไม่เลยที่ผมจะปล่อยวันเวลาให้เสียเปล่าไป  

 ถ้ามีอะไรให้ทำไปในวันนั้นก็แล้วไป   แต่ถ้านึก

แล้วไม่มีอะไรจะทำจริง  ผมมีกิจกรรมให้ตัวเองตั้ง

โจทย์ให้ตัวเองเสมอ อธิเช่นนึกถึงโลเคชั่นใกล้ๆ

บ้านสักที่ หรือไม่ความจริงในบ้านเลยก็ยังได้

แต่น่าเบื่อก็อยู่มาหลายสิบปีแล้วนี้ครับ  เลยเอา

ใกล้บ้านก่อน(นี้ยอมสุดๆแล้วนะ)  อาจเป็นความโชคดี

อีกอย่างของบ้านผม หน้าบ้านติดทะเลหลังเป็น

ภูเขา  แหล่งท่องเที่ยวดีดีพอมีให้เลือกสัน  ทำให้

สามารถออกไปถ่ายรูปได้เรื่อยๆ  แต่นี้ไม่ใช่ข้ออ้าง

ของการที่เราไม่อออกไปถ่ายรูป  ถ้าไม่มีสิ่งแวด

ล้อมเหล่านี้ ก็บอกไปแล้วความจริงการอยู่ใน

บ้านมีเลนส์มาโครสักตัว  หาดอกไม้สวยๆมาสะช่อ 

 ไหว้พระเสร็จแล้วนี้ก็ดีนักยังสดอยู่แถมอิ่มเอิ่บการ

ทำบุญมา  เอามาลองถ่ายมาโครดูวิเศษนัก  หลังดำ

อยากได้ทำไมไม่หัดเสียตอนนี้  เดินป่าอยู่เหนื่อยจะ

ตาย...อยู่แล้ว(ขอโทษที่ใช้คำหยาบแต่เพื่ออรรครส

ในการพูดคุยกันนะครับ)มาถามอยู่ได้  การที่ปีหนึ่ง

เราออกไปเดินป่าหกครั้งแปดครั้งต่อปีมันไม่ทำให้

ใครถ่ายรูปสวยได้เด็ดขาด  ผมรับประกันทางที่ดี

ถ้าเรามีเวลา เราควรมั่นฝึกฝนอยู่ที่บ้าน พวกเรามัก

บอกกับพี่ว่าเรารักการเดินทางและถ่ายภาพจริงๆ

แต่เราไม่สนใจที่จะฝึกฝน  ลองผิดลองถูกกัน 

ในช่วงแรกเราถ่ายอะไรไปก่อนก็ได้ ถ่ายหิน

ดิน ทราย หมา แมว คนยันไปจนเรือเดินสมุทร 

 ยุดนี้แล้วไม่เสียตังค์ล้างฟิล์มไปกลัวอะไร

สมมุติอยากถ่ายภาพคน  หาโลเคชั่นสวยๆสักที่

 หาเพื่อนหน้าตาดีดีหน่อย(เข้าใจว่าหายากแต่

ก็พยายามหน่อย)ไปหัดถ่ายมัน  เอามาดูเอามา

ให้ผู้รู้เค้าบอกผิดบอกถูก เราก็เชื่อบ้างไม่เชื่อ

บ้างไปตามวิสัยของคนไม่เป็นไร  ถ่ายไปนานๆ

มั่นใจ สักหน่อยลองไปรับงานปริญญาเพื่อนๆน้อง

ๆดู จะรับเงินหรือไม่ก็ตามใจแต่อยากให้ลอง

พอได้เงินได้ทองใช้เดี๋ยวสนุกครับ รับงานพิธี

ต่างๆก็มันพี่เคยลองแล้ว ได้สนุกมากกว่าคิด

เรื่องเงิน(เลยไม่ทำแล้วอิอิ)

ประเด็นคือผมอยากให้ ฝึก ฝึก ฝึก กันครับ 

อยากได้อะไรไม่มีง่ายในโลกนี้ครับ  ฟ้าฝน

ไม่เป็นใจก็มีเรื่องโปรแกรมการใช้งานให้ได้

ลองกันอีก โลกดิจิตอลแล้ว

ไม่ได้เป็นเรื่องใดเรื่องเดียวแล้วจบต่อไปอีก

แล้ว  หลายสิ่งที่ผมชอบในโลกของกล้อง

ดิจิตอล คือรูปผมไม่ต้องไปผ่านมือช่าง

ตามร้านกล้องที่ไม่มีความรับผิดชอบอีกต่อไป

สิ่งเดียวที่ผมต้องไปร้านคือการอัดรูปกับไฟล์

ที่ก๊อปปี้อย่างเดียวเท่านั้น

หลายๆคนโชคดีมาก เข้ามา ถ่ายรูปก็มีกล้อง

ดิจิตอล ให้ใช้กันแล้ว ฟิล์มไม่รู้กี่ร้อยม้วนของ

ผม มันน่าจะซื้อกล้องดีดีได้หลายตัวแล้ว เมื่อมี

โอกาสดีในยุคสมัยนี้ก็ขอให้ลองมันหน่อยครับ

 นักถ่ายภาพเก่งสมัยนี้หลายสิบคน ก็เกิดจากการ

ใช้กล้องดิจิตอลไม่กี่ปี  ประกอบกับเป็นคนหัว

คิดทันสมัยและจิตใจเปิดกว้าง  ทำให้เวลานี้

เป็นเวลาของพวกเค้าและน่าจะเป็น

ของคุณด้วยนะ..................เลิกมีข้ออ้างให้วัน

เวลามันผ่านไปเฉยๆเถอะครับ

 

                      จากคนแบกกล้องเฉยๆๆ


 

          ในหลายปีก่อนผมก็เคยมีค่านิยม   การออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล   ซึ่งให้ความรู้สึกการรวมเหล่าดีเหมือนกัน  คนคล้ายๆกันไปพบกันในทีที่สวยงามด้วยกัน    การได้ยืนในสายหมอกที่ปกคลุมกลางตลาดชาวเขาที่ดอยอ่างขาง   และมีคนมากหน้าหลายตาที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน  มาพบกันโดยบังเอิญ ยิ้มให้กันอย่างเกรงใจและช่วยเหลือกันยามมีเหตุเกิดขึ้นบนท้องถนน   ดูเหมือนจะมีแต่ประสบการณ์ดีดีเกิดขึ้นกับตัวเองนะ   ไม่หรอกที่ไม่ดีแย่งกันกินแย่งกันถ่ายรูปก็มีไม่น้อย    แต่จะไปคิดถึงมันทำไมในเมื่อเราอาจต้องพบสิ่งเลวร้ายและน่ารำคาญใจอีกมากมายในชีวิต    

       แต่มาในช่วงหลายปีหลังนี้  ไม่ว่าเป็นเทศกาลปีใหม่  สงกรานต์หรืออะไรที่มันหยุดกันยาวๆ  ผมกลับเลือกทำงานประจำอยู่ที่จังหวัดระยอง    เพราะในบางทีวันทำงานก็ตรงกับวันหยุดตามช่วงวันหยุดราชการ อันทำให้ไม่สามารถออกเดินทางไปไหนได้    และคำถามที่คุ้นหูไหนช่างนั้นคือ  ผมจะไปไหนเหรอและหลังจากช่วงหยุดก็ต้องเจอคำถามว่า ไปไหนมา     ดีที่ใช้คำตอบเดียวกันได้ว่า ไม่ได้ไปไหนทำงานและอยู่บ้านเฉยๆง่ายดี      ผมมักได้ยินมาเกิดเป็นผม ใช้ชีวิตหน้าอิจฉาได้เดินทางบ่อยๆ    ไปในเห็นในสิ่งที่สวยงามบ่อยๆได้ถ่ายรูปได้ใช้ชีวิตแบบลูกผู้ชาย   คนบางคนทั้งชีวิตยังเดินทางไม่บ่อยเท่ากับผมเดินทางปีเดียวเลย   แต่ถ้าผมเลือกไม่ไปไหนหาเช้ากินค่ำรอชีวิตชราเข้ามาถึงก็คงทำได้ แต่บางทีก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไมเหมือนกัน

การที่ผมไม่ไปไหนในช่วงหยุดกันยาวๆๆเหมือนหลายคนอาจเป็นเพราะ ผมเดินทางบ่อยอยู่แล้ว   เลยทำให้ในช่วงหลังๆทำให้ในช่วงเทศกาลที่คนนิยมออกเดินทางกัน  มันกลับทำให้ผมไม่สนใจที่จะไปไหนเหมือนแต่ก่อน   จนกลายเป็นความชาชินไปในที่สุด    การได้เดินทางได้ถ่ายภาพ    ได้ใช้ชีวิตในมุมที่เราอยากจะไปและอยากจะเป็น   บางทีมันก็เป็นเพียงอีกหนึ่งมุมของชีวิตเรา    แต่เราก็มิอาจปฎิเสธไปได้ว่าในความหมายของชีวิตยังมีอะไรอีกมาก     ที่เราต้องเป็นและรับผิดชอบต่อสังคมและคนที่เรารักอยู่   อาจจะดีถ้าเราเข้าไปอยู่ในป่าและใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่เราไม่ต้องการสังคมไม่ต้องการอยู่กับคนที่เรารักหรือ   หม่อนหลวงเชน  ช่างภาพสัตว์ป่าแถวหน้าของประเทศไทย  เคยกล่าวว่าการอยู่และดำรงชีวิตใกล้กับสัตว์ป่ายังรู้สึกปลอดภัยกว่าอยู่ใกล้คน และใช้ชีวิตในราวไพรดั่งกระทิงโทน ผู้สันโดษกับงานของเค้า ยังมีกฎเหล็กว่า เค้าทำงานในป่า15วันและอีก15เค้าต้องมาเขียนหนังสืออยู่กับคนที่เค้ารัก  

ผมเองก็หยิบยืมหลักการนี้มาใช้เหมือนกัน   ด้วยเห็นว่ามันยังความมีวินัยให้ตัวเองได้และสามารถทำให้เรารับผิดชอบในสิ่งที่เป็นของเราได้  โดยการที่ผมจะไม่ออกไปถ่ายรูปและเดินทางตรงวันเสาร์หรืออาทิตย์   เต็มที่ก็ไม่เกินเดือนล่ะครั้งที่สามารถคาบเกี่ยวกันได้  ดีที่สไตค์การออกท่องเที่ยวของผมไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานมากนักในบางทริป   แต่ทำให้บ่อยครั้งผมต้องออกสู่โลกกว้างตามลำพังหรือไม่ก็เต็มที่ก็มีเพื่อนไปอีกคน   เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วช่างภาพและนักเดินทางเพื่อนๆน้องๆผมส่วนใหญ่  ก็เป็นพนักงานข้าราชการธรรมดา ที่ต้องอาศัยแอบอิงวันหยุดเสาร์หรืออาทิตย์ในการออกเดินทางเช่นกัน

ดูออกจะแปลกที่เหมือนคนที่มีเพื่อนมากอย่างผมจะต้องออกเดินทางลำพังอยู่เสมอ  น้องผมหลายคงอุทานว่า เป็นไปได้หรือพี่กล้องไปไหนคนเดียว  ก็ไม่อยากไปหรอก แต่มันไม่มีใครนี้หว้า  เมื่อชีวิตเลือกทางเดินที่ออกจะเหงาไปหน่อย    แต่ความรับผิดชอบคนเราก็ควรมี   แต่บางทีมันอาจพอเพียงแล้วที่ผมเดินทางพร้อมเพื่อนฝูงคณะใหญ่ที่ล่ะ30-40คนก็เคยมี   มันอาจจะมากพอแล้วที่ผมไปเที่ยวไหนๆตามวันหยุดเทศกาลงานรื่นเริงต่างๆ และมันก็ควรเลิกสะทีกะการเมาหัวลาน้ำอยู่บ่อยๆ    

ปัจจุบันผมปฎิเสธตัวเองไม่ได้ว่าชอบเดินทางท่องเทียวไปตามที่ต่างๆจริงๆ  ไม่ว่ามันจะไปไกลถึงเพียงไหนหรือจะเคยไปซ้ำมาสักกี่ครั้ง  แม้ในบางทีอาจมีคำบอกเล่าในแง่ลบว่ามันเปลี่ยนไปมากโทรมไปมาก   ผมไม่เคย มีทัศนคติในทางลบในแง่มุมเหล่านี้มาก่อน   และยังรู้สึกได้ว่าทุกอย่างมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้   ชาวเขาก็มีสิทธิที่จะดูทีวีเหมือนกับชาวเมือง  และคนมอแกนก็มีสิทธิจะขับspeed boatเท่าๆๆกับเราถ้าเค้ามี ไม่ใช้ต้องไปนั่งเรือขุดให้เราถ่ายรูปไปทั้งปีทั้งชาติ

สถานที่เปลี่ยนได้แม้จะไปในทางที่เจริญขึ้นทันสมัยขึ้น   สมัยนี้เราจะมีที่ทางไหนเหลือที่ไม่มีรอยเท้ามนุษย์ย้ำไปอีกหรือ   แม้แต่ยอดเขาเEverestตั้งแต่คนแรกที่ขึ้นไปพิชิตมาได้เมื่อกว่า50ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีคนอีกหลายร้อยคนเคยพิชิตมันมาแล้วเช่นกัน     ผมเองเคยไปบนขุนเขานิรนามหลายลูกในเมืองไทยกับเพื่อนเดินป่าเมื่อหลายปีก่อน ว่ามันใหม่แล้วไม่มีใครเคยเดินมาแล้ว   กลับพบรอยเท้ารอยฟืนอยู่มากมายพอๆกับเศษกระป๋องปลากระป๋อง

ผมเองยังอยากเดินทางไปตามชีพจรการเดินทางของตัวเองอยู่ต่อไป   เลือกไว้สักหลายๆที่หน่อยในปีนึ่ง  เดินทางได้ถึงครึ่งที่ตั้งเป้าหมายก็พอแล้ว  หรือมีเวลาเหลือหน่อยก็กลับไปเยือนที่เราเคยผ่านมาเมื่อหลายปีก่อนสักที่สองที่อย่างโมโกจูที่คิดถึง  หรือที่เพิ่งไปมาดอยลังกาหลวงสะพานแห่งสวรรค์ของผม    การเดินทางที่ต้องเลือกเมื่อคนอื่นไปเราก็จะหยุด    และเมื่อคนอื่นหยุดเราก็ลากขาอยู่สันเขาที่ไหนสักที่   หรือดำน้ำดูปะการังที่เกาะ (ถ้าดำน้ำเป็นเมื่อไหร่นะ)เงียบๆที่ไหนสักแห่ง   ชีวิตที่มันพอจะลงตัวก็ดูเหมือนว่าจะเป็นชีวิตของเราเองที่ไม่ได้ผูกมัดไว้กับใครเกินไป  


      ปกติจะร่างบทความตัวเองไว้ในwordก่อน เวลาจะเสนอก็จะนำมาpaste]งในblogทีเดียว แต่วาระพิเศษซื้อหนังสือ7เล่มในคราวเดียวกันมีไม่บ่อย  เลยเขียนสดเลย  หนังสือเล่มแรกเป็นของคนโปรดผมทั้งสองคนเขียนเล่มเดียวกัน "โลกของเราสีขาวไม่เท่ากัน" ไม่ทราบเนื้อหาเป็นอย่างไรเหมือนกัน เอาว่าเห็นชื่อ วรพจน์ กะ ม.ล.ปริญญากร ผมก็ซื้อแล้ว ตอนนี้เอาซุกไว้ในเป้ใบเขี่ยงของผมเพราะอีก2วันจะออกเดินทางไกล จะได้มีไว้อ่านยามเหงา อ้อเล่มนี้ผมไม่ใช่เจ้าของซื้อให้น้องสาวผมเดี๋ยวต้องเอากลับมาคืน  ลืมบอกไปอีกอย่างเล่มนี้ซื้อจากร้านหนังสือเดินทาง แถวสะพานผ่านฟ้า คราวที่นัดเพื่อนไปถ่ายภูเขาทองกัน ไปคราวนี้พี่หนุ่มจำได้แล้วว่าผมเป็นเอสเปสโซ ไม่เสริฟน้ำตาล โอ้ผมโครตชอบเลยไปนั่งเฉยๆแล้วไม่ต้องสั่งอะไร มีคนมาเสริฟเลย

         ส่วนอีก6เล่มที่เหลือ จากความไม่ตั้งใจเอาX-driveที่กำลังเอ๋อๆไปformatใหม่ที่ห้างในระยอง มีร้านหนังสืออยุ่ภายในห้างด้วย ชื่อร้านนายอินทร์ หน้าร้านมีการเซลหนังสืออยู่ชุดนึ่ง ผมไม่ได้สนใจมากนักในคราแรก เดินผ่านเข้าไปในร้านแว๊บๆๆเห็นชื่อ ธีรภาพ  โลหิตกุล บนปกหนังสือเที่ยวไทย...กำไรจัง  เลยแว๊บไปดูโอ้แม่เจ้า มันหนังสือน่าสนใจทั้งนั้นเลย ทำไมเอามาเซลเนี้ยของพี่ธี(ทำว่าสนิทกัน)250บาท เหลือ119บาท ของคนอื่นล่ะจนกว่าเราจะพบกันใหม่ ของคุณพิมพิดา  กาญจนเวทางค์ ไม่คุ้นแฮะ แต่ดปรยเรื่องไว้เป็นสารคดี น่าจะใกล้ๆๆตัวเราเกือบ 200ลดเหลืออีกบาทเดียวเก้าสิบ เก็บมาอีกหนึ่ง

       เล่มต่อมาชื่ออลังการงานสร้าง "สิบทะเล" โปรยไว้น่าสนใจ การเดินทางผ่าน10ทะเท 6อ่าวกับอีก2ช่องแคบ เรานอกจากอ่าวไทยแล้วแทบไม่เคยผ่านอ่าวไหน เก็บมาอีกเล่ม 

       อีกเล่ม."นครวัด "ของคุณ เกียรติขจร  ชัยเธียร เหมือนหนังสือเรียนมากกว่าหนังสือท่องเที่ยวทั่วไป จากเกือบสองร้อย เหลือ89อีกเเล้ว เอาไว้ก่อน ยังไม่เคยไปนครวัด การศึกษาถึงที่มาที่ทางที่กำลังจะไป ถือเป็นความสนุกประการหนึ่งในการเดินทางของผม

       "ศิลปะชาวบ้าน Folk art" วิบูลย์ ลี้สุวรรณงานของผมน่าจะได้ใช้หนังสือเล่มนี้89บาทไม่น่าจะแพงไปจากราคา225บาท ผมมีความรุ้สึกว่าถ้าผมไม่ซื้อไว้จะเสียดายในภายหลัง

       "พม่า คราหนึ่ง" จิตติมา  ผลเสวก  ชื่อคุ้นหู เนื่อเรื่องไม่รุ้ยังไม่น่าอ่าน ราคาถูกเหมือนเดิมเอาไว้ก่อน  แต่คงได้อ่านแน่เพราะปีหน้ามีแผนที่จะไปอยู่แล้ว เจดีย์พันออกท่ามกลางหมอกจางๆยามเช้า แสงสีทองฉาบทั่วผืนพิภพ  ออกมาจากในจินตนาการแห่งความฝันของผมอีกแล้ว

 

ผมไม่ค่อยไปงานหนังสือเเห่งชาตินักนอกจากไกล แล้วยังมีคนบอกว่าคนเยอะอีกตั้งหาก การที่ได้เจอหนังสือลดราคามากๆในที่ไกลจากกรุงเทพแบบนี้มีไม่บ่อยนัก  เสียดายเอาตังค์ติดตัวไปน้อย อยากได้เพิ่มอีกหลายเล่มแต่ก็ไม่มีเวลาไปหาซื้ออีกแล้ว  ในบางมุมมองก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกันทำไมาหนังสือสารคดีท่องเที่ยว จึงถูกนำมาลดราคามากขนาดนี้ บางเล่มก็เหมือนยังเพิ่งพิมพ์มาใหม่ๆอยู่เลย  แต่กระนั้นเราก็พอจะทราบกันดีอยู่คุณค่ากับการตลาดบางทีก็สวนทางกัน


บทเรียนที่ต้องเกิดขึ้นอีกครั้งถึงจะระวัง