หนังสือกับเศษกระดาษ
ขณะกำลังนั่งนึกว่าจะเขียนอะไรใส่ในบันทึกคำ เรื่องต่อไปดี ทำให้ผมหวนคิดคำพูดของเจ้าของหนังสือ ที่ผมเคยไปขอสัมภาษณ์งาน เพื่อเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับหนังสือเล่มนั้น จำได้แทบจะทุกคำพูดของพี่เค้า “ถ้าคุณไม่ใช่ดารานักร้อง ไม่มีใครมานั่งอ่านตัวหนังสือที่คุณเขียนอยู่หรอก” จะว่าไปแล้วที่จริงมันก็อาจเป็นอย่างนั้นก็ได้ ในใจผมก็เคยสงสัยอยู่ว่าถ้า ศุ บุญเลี้ยง ไม่ใช่เฉลียงมาก่อน หนังสือของเค้าจะมีใครไปอุดหนุนหนังสือ และหลายเล่มของจุ้ยจะพิมพ์มันรอบที่สองรอบที่ 3 หรือเปล่า และถ้าสรยุทธ ไม่ใช่เจ้าของรายการข่าวยอดฮิต หนังสือเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเค้ามันจะเป็น best seller ไหม อื้อนี้ยังไม่รวมหนังสือแฉเพื่อนเก่าเมียรักของดารานักร้องทั้งหลายนะ
แต่ก็อีกนั้นแหละ วรพจน์ พันพงษุ์ เกิดมาจนจะแก่ตายอยู่แล้ว ผมเพิ่งเคยได้ยินชื่อนี้เมื่อสองปีก่อน และตอนนี้ผมกับมีหนังสือของเค้าเกือบจะครบทุกเล่ม ขาดแต่เล่มสุดท้ายยังไม่มีเวลาอ่าน แต่ที่มีมาก่อนก็อ่านหมดทุกเล่มด้วย แต่กับหนังสือของปราบดา หยุ่น หลายท่านคงรู้จักชื่อเสียงของปราบดาและพ่อเค้าก่อนหนังสือของตัวเค้าเองอีกมั้งครับ และที่ผมจำเค้าได้ก็คงเพราะข่าวที่เค้าเป็นแฟนกะนางเอกสาวคนหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน แต่นั้นไม่ได้หมายความว่า ชั้นหนังสือของผมจะมีงานของ ปราบดา หยุ่น เช่นนั้นความมีชื่อเสียงก็ไม่น่าใช่เหตุผลสำคัญของการอ่านหนังสือของผมหรือใครหลายคนที่ผมรู้จักแล้วสิ แต่ในกรณีผมไม่ได้บอกว่าหนังสือของใครดีกว่ากันเป็นเด็ดขาด เพียงแต่โดยส่วนเมื่อผมชอบอะไรหรือชอบหนังสือของใครเมื่ออ่านครั้งแรก ผมก็จะอ่านมันต่อไปเรื่อยๆจนกว่าในความรู้สึกจริงๆแล้วไม่รู้สึกอยากจะอ่าน
โดยส่วนตัวผมไม่เคยรู้จริงๆว่างานเขียนของคุณ ปราบดา หยุ่น มีลักษณะงานเขียนแบบไหนด้วยซ้ำ ถ้ามีโอกาศเปิดอ่านผมจะชอบไหม? เป็นคำถามที่ไม่นานน่าจะมีคำตอบ หวังว่าคงไม่เหมือนบทภาพยนตร์เรื่อง “คำพิพากษา ของมหาสมุทร” ถ้าเป็นแบบนั้นชั้นผมคงไม่ถึงหนังสือเค้าเป็นแน่
หรือในกรณีหนังสือ อาจารย์ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อ่านยากนะผมว่า บางเล่มผมยอมรับอ่านไม่จบมึนก่อน เดี๋ยวโตกว่านี้มาอ่านใหม่ ผมก็ยังรู้สึกว่าบางบทความบางเล่มของแกให้แง่คิดและน่าติดตามน่าสนใจอ่านเป็นอย่างยิ่ง หรือในบางเล่มก็ยังเป็นสารคดีท่องเที่ยว ที่ผ่านมุมมองของอาจารย์เอง หลังจากอ่านเขียนบางส่วนของอาจารย์ ผมถึงกับตัดพ้อตัวเอง ให้เวลาผ่านชีวิตได้อย่างไร ในเมื่อมีหนังสือดีดีอย่างนี้ไว้ให้อ่านมีชิวิตอยู่มาจนบัดนี้ได้อย่างไงไม่ได้อ่านงานเขียนเหล่านี้ ทั้งที่แกก็มีชื่อเสียงในแวดวงนักวิชาการนักคิดมานานมากแล้ว และประเด็นสำคัญหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าของอาจารย์ เสกสรรค์ ทำให้ผมรู้ว่าอะไรคือหนังสืออะไรคือเศษกระดาษอย่างแท้จริง และทำให้รู้ว่าแต่ก่อนชั้นวางหนังสือของผมเต็มไปด้วยเศษกระดาษมากแค่ไหน
ธรรมชาติของวัยผมเรียนรู้สิ่งต่างๆผ่านสื่อ ผ่านความคิดที่ถูกตบแต่งมาอีกรูปแบบ ยังแยกแยะอะไรไม่แยบยน หนังสือในช่วงแรกของการอ่านหนังสืออย่างจริงจัง ที่ไม่เกี่ยวกับหนังสือเป็นหนังสือในสมัยเรียน กลับเป็นหนังสือของคนมีชื่อที่เอาชีวประวัติมาประกาศให้ชาวบ้านเค้ารู้ อาศัยความมีชื่อเสียงของตัวเอง มาเรียกความสนใจ ดีที่ผมไม่ค่อยชอบที่ประเภทเอาเมียตัวเองมาพูดถึง หรือไปเอาความลับคนอื่นมาเปิดเผย แบบนั้นผมว่ามันน่าจะเรียกกระดาษนเฉยๆมากกว่า
น่าเสียดายที่คนเราอายุไม่ยาวเท่าไหร่ วรรณกรรมหนังสือดีดีมีอีกมากคงอ่านไม่หมด อีก10ปีไม่รู้จะไปเสียดายไม่ได้อ่านงานเขียนของใครอีก